ม้าเฉียว ดูหุ้น The Future – โพสต์

December 8, 2018
Posted by
Spread the love

「GEN Interview」 ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย

「GEN Interview」หนี้สาธารณะประเทศไทย สูง "เกินจำเป็น" จริงหรือไม่??สถานการณ์เศรษฐกิจบ้านเรา วิกฤตอย่างที่มีคนโจมตีจริงหรือ??ข่าวลือ ข้อมูล "ด้านเดียว" หรือจะสู้ "ข้อเท็จจริง".ฟังตรงๆจากปากของหัวหอกเศรษฐกิจมหภาค. จริงหรือที่เขาบ่นกันว่าเศรษฐกิจไทยแย่จนคนไม่มีจะกิน รัฐบาลถังแตก หนี้สาธารณะล้นประเทศ โดย ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะมาตอบทุกปัญหา รวมถึงคำถามอื่นๆเช่นจำเป็นหรือไม่ที่ต้องขึ้นภาษี VAT, มุมมองเรื่อง Cryptocurrency ของธนาคารแห่งประเทศไทย และความจำเป็นของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล โครงการนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไป.อีกครั้งนะครับ"ข้อมูลลวง" ไม่มีทางดีไปกว่า "ข้อเท็จจริง"…..*อย่าลืมกดติดตามเพจ「GEN」เพื่อไม่ให้พลาด บทความ ข่าวสาร และสาระดีๆhttps://twitter.com/GenonlineCoGEN#GenInterview #ธนาคารแห่งประเทศไทย #EEC

Posted by GEN on Friday, November 30, 2018

ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย「GEN Interview」หนี้สาธารณะประเทศไทย สูง “เกินจำเป็น” จริงหรือไม่??สถานการณ์เศรษฐกิจบ้านเรา วิกฤตอย่างที่มีคนโจมตีจริงหรือ??ข่าวลือ ข้อมูล “ด้านเดียว” หรือจะสู้ “ข้อเท็จจริง”.ฟังตรงๆจากปากของหัวหอกเศรษฐกิจมหภาค. จริงหรือที่เขาบ่นกันว่าเศรษฐกิจไทยแย่จนคนไม่มีจะกิน รัฐบาลถังแตก หนี้สาธารณะล้นประเทศ โดย ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะมาตอบทุกปัญหา รวมถึงคำถามอื่นๆเช่นจำเป็นหรือไม่ที่ต้องขึ้นภาษี VAT, มุมมองเรื่อง Cryptocurrency ของธนาคารแห่งประเทศไทย และความจำเป็นของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล โครงการนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไป.อีกครั้งนะครับ”ข้อมูลลวง” ไม่มีทางดีไปกว่า “ข้อเท็จจริง”…..*อย่าลืมกดติดตามเพจ「GEN」เพื่อไม่ให้พลาด บทความ ข่าวสาร และสาระดีๆhttps://twitter.com/GenonlineCoGEN#GenInterview #ธนาคารแห่งประเทศไทย #EEC

Continue Reading

One Belt One Road (OBOR) ภาษาไทยเรียกว่า ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

December 6, 2018
Posted by
Spread the love

[คอลัมน์กรุงเทพธุรกิจ] BRI ชื่อนั้นสำคัญไฉน? ก่อนหน้านี้…

Posted by Arm Tungnirun on Thursday, December 6, 2018

ก่อนหน้านี้ เรารู้จักชื่อยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ในศตวรรษที่ 21 ของจีน ในชื่อ One Belt One Road (OBOR) ภาษาไทยเรียกว่า ยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางยุทธศาสตร์นี้เป็นการคิดการใหญ่ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนในด้านการต่างประเทศ วันนี้จีนเริ่มสวมบทบาทนำในเวทีโลก ผ่านการเข้ามาลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความเชื่อมโยงในประเทศต่างๆ ตามแนวเส้นทางสายไหมในอดีตแต่ทราบไหมครับว่า ปัจจุบันนี้ ทางการจีนเปลี่ยนชื่อยุทธศาสตร์นี้มาใช้ชื่อทางการใหม่ว่า Belt and Road Initiative (BRI) แทนชื่อเดิม One Belt One Road (OBOR)ผมสงสัยมาสักพักแล้วว่า ทำไมต้องเปลี่ยนชื่อด้วย?เมื่อสัปดาห์ก่อน มีนักวิชาการชั้นนำของจีนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเยือนไทย ผมเลยแอบถามท่านในช่วงสนทนานอกรอบว่า ชื่อที่เปลี่ยนไปมีนัยสำคัญอะไรไหมท่านตอบได้อย่างน่าสนใจมากครับว่า ทางการจีนใช้ชื่อใหม่ เพื่อแก้ความเข้าใจผิดที่คนต่างชาติชอบมีเกี่ยวกับยุทธศาสตร์นี้ของจีนท่านถามผมว่า เวลาได้ยินชื่อเดิม “One Belt One Road” ผมคิดถึงอะไร?คนต่างชาติส่วนใหญ่จะนึกในหัวทันทีภาพเส้นสองเส้น เส้นหนึ่งเป็นเส้นลากทางบกจากจีนไปเอเชียกลาง (เส้นทางสายไหมทางบก) อีกเส้นเป็นเส้นลากทางทะเลจากจีนมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เส้นทางสายไหมทางทะเล)ชื่อเดิม จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิด 3 ข้อ ด้วยกันความเข้าใจผิดข้อแรก คือมองว่า ยุทธศาสตร์นี้ของจีน เป็นเส้นที่ตายตัว ดังที่เราจะเคยได้ยินคนบอกว่า ถ้าดูจากแผนที่ (ซึ่งลากเส้น 2 เส้น) ประเทศไทยจะไม่อยู่ในเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน เพราะเส้นในแผนที่ไม่ได้ลากผ่านไทยอันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะไทยก็อยู่ในเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน โดยไทยอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจจีน-คาบสมุทรอินโดจีน (China-Indochina Peninsula Economic Corridor (CICPEC)) ซึ่งรวมลาว เวียดนาม กัมพูชา และเป็น 1 ใน 6 ระเบียงเศรษฐกิจย่อย ภายใต้ยุทธศาสตร์สายไหมใหม่ของจีนยุทธศาสตร์ฉบับทางการของจีนนั้น คลอบคลุมประเทศใกล้เคียงตามแนวเส้นทางในภูมิภาคเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ทะลุไปจนถึงยุโรปและแอฟริกา) รวมมากกว่า 68 ประเทศ คิดเป็น 65% ของประชากรโลก นั่นคือแท้จริงแล้ว ยุทธศาสตร์นี้ของจีนเป็นยุทธศาสตร์เปิดกว้างกับประเทศกำลังพัฒนาตามแนวเส้นทางทั้งหมดที่ยินดีร่วมมือกับจีนความเข้าใจผิดข้อที่สอง ก็คือ ชื่อเดิม One Belt One Road มักทำให้คนต่างชาติชอบนึกถึงภาพการสร้างถนน สะพาน หรือเส้นทางคมนาคม แต่จริงๆ แล้ว จุดเน้นของยุทธศาสตร์นี้ของจีนคือ การสร้างความเชื่อมโยง ซึ่งมีความหมายและมิติที่กว้างขวางมากกว่าการสร้างความเชื่อมโยงตามเส้นทางคมนาคม นั่นคือ รวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงในทุกด้าน ทั้งด้านวัฒนธรรม ด้านการเงิน ตลอดจนถึงด้านดิจิทัลที่เรียกว่า Digital Silk Roadความเข้าใจผิดข้อที่สาม คือ ชื่อเดิม One Belt One Road นั้น คำว่า “One” มักทำให้คนต่างชาติเข้าใจผิดว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ที่มีเนื้อหาตายตัวและชัดเจนของรัฐบาลจีน มีเนื้อหาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นความเข้าใจผิดยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ของจีน เป็นเพียงกรอบกว้างๆ แต่เนื้อหาความร่วมมืออยู่ที่การเจรจาและการตกลงกันระหว่างประเทศต่างๆ กับจีน ชื่อใหม่จึงใช้คำว่า “Initiative” คือจีนเป็นคนริเริ่ม แต่จะตกลงกันหรือไม่อย่างไรอยู่ที่ทั้งสองฝ่าย ยุทธศาสตร์นี้ของจีนจึงต่างจาก Marshall Plan ของสหรัฐฯ ในช่วงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการที่มีเนื้อหาชัดเจนมากกว่า (เช่น ใช้เงินเท่าไร สร้างอะไรบ้าง)อาจารย์ชาวจีนท่านนี้บอกกับผมว่า เวลาคนจีนฟังชื่อเส้นทางสายไหมใหม่หรือฟังชื่อ “อีไต้อีลู่” (One Belt One Road ในภาษาจีน) คนจีนจะเข้าใจดีว่านี่เป็นอุปมาโวหาร คือเป็นภาพสัญลักษณ์ แต่คนจีนไม่ได้แปลตรงตัวอักษรว่า มีแค่ 2 เส้น และตายตัว ดังที่คนต่างชาติบางคนเข้าใจคนจีนฟังชื่อ “เส้นทางสายไหมใหม่” แล้ว จะนึกถึงภาพความยิ่งใหญ่ของช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์จีนที่มีจีนเป็นศูนย์กลางและเส้นทางการค้าโลกเชื่อมโยงเข้าสู่จีน สำหรับคนจีน เส้นทางสายไหมใหม่จึงให้ความรู้สึกถึงการรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของประเทศจีน และการก้าวออกไปเล่นบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในโลกภายนอกของจีน ตอบกระแสชาตินิยมของคนจีนยุคใหม่ได้เต็มที่อาจารย์ชาวจีนท่านนี้ยังบอกผมว่า หัวใจของความคิดเรื่องเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน เป็นเรื่องของการเปลี่ยนโมเดลความคิดในการพัฒนา โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นตัวนำการพัฒนา พูดอีกอย่างก็คือเป็นการส่งออกแนวความคิดในการพัฒนาของประเทศจีนที่ผ่านมาให้กับประเทศอื่นๆแต่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใด คุ้มค่ามากน้อยเพียงใด อยู่ที่การเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย จีนไม่มีแผนตายตัวหรือไม่มีข้อเสนอที่ชัดเจน นอกจากนั้น ยังจะเน้นการสร้างความเชื่อมโยงหลายมิติและทุกด้าน ไม่เฉพาะเรื่องโครงสร้างทางคมนาคมเท่านั้นยุทธศาสตร์เรื่องนี้ของจีนก็เหมือนวัฒนธรรมความคิดของจีนเรื่องอื่นๆ ซึ่งเน้น การคิดเชิงสัญลักษณ์ ความยืดหยุ่น และพร้อมปรับเปลี่ยนรายละเอียดเสมอแม้ว่าจีนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Belt and Road Initiative เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวคิดของความร่วมมือนี้ แต่ปัจจุบันก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ BRI อีกหลายเรื่อง เช่น ประเทศหลายประเทศสุดท้ายจะติดกับดักหนี้และเป็นเหยื่อจีนหรือไม่ เพราะกู้จีนมาลงทุนแต่ไม่มีเงินใช้ หรือสุดท้ายคนได้ประโยชน์ที่สุดคือ จีนที่เป็นคนขายเทคโนโลยีและรับก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเหล่านี้แต่อย่างที่บอกครับว่า BRI เป็นเพียงกรอบกว้างๆ โดยตัวมันเองคงไม่ใช่ดีหรือไม่ดี อยู่ที่แต่ละประเทศจะเจรจาและแสวงความร่วมมือแบบ Win-Win และเท่าทันจีนได้เพียงใด

Continue Reading

สรุป5ประเด็นสำคัญจาก Facebook Agency Day

December 5, 2018
Posted by
Spread the love

สรุป5ประเด็นสำคัญจาก Facebook Agency Day“What’s new & What’s next”#อะไรใหม่ #อะไรมา…

Posted by MaxideaStudio on Saturday, December 1, 2018

สรุป5ประเด็นสำคัญจาก Facebook Agency Day

Continue Reading

Inverted Yield Curves Aren’t a Crystal Ball… – Chaipat Nengcomma

December 5, 2018
Posted by
Spread the love

Inverted Yield Curves Aren’t a Crystal Ball………………สัปดาห์นี้ประเด็นกำลังพูดถึงกันเยอะ…

Posted by Chaipat Nengcomma on Wednesday, December 5, 2018

สัปดาห์นี้ประเด็นกำลังพูดถึงกันเยอะ อีกหนึ่งหัวข้อตามสื่อและเว็บไซต์ต่างประเทศ เห็นจะเป็นเรื่องของ Inverted Yield Curves ที่เมื่อวันจันทร์ เกิดการมุดของเส้น yield curve ของ US 5-Year Bond ลงต่ำกว่า 2Y Bond เป็นครั้งแรกในรอบสิบปี นับจากปี 2007 ตามมาด้วยการปรับลงหนักของตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อวาน นักวิเคราะห์บอกว่ามาจากความกังวลจาก inverted yield curve. (อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้) เหมือน กูรู /นวค. บางกลุ่มพยายามสื่อว่ามันคือลาง หรือสัญญาณบอกเหตุในอนาคต รวมถึงความคาดหวังเชิงลบที่จะเกิด บทความนี้ของ WSJ เขียนน่าสนใจดี โดยสรุป Inverted yield curves มันแกว่งได้ปรับตัวได้ แต่มันไม่ใช่สาเหตุ ที่ทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจ ดังนั้นไม่จำเป็นว่าเมื่อเกิด Inverted yield curves จะต้องเกิดเศรษฐกิจถดถอยทุกครั้ง 100% เพราะyield curves นั้นไม่สามารถทำนายอนาคตเศรษฐกิจและตลาดหุ้นได้ (อันนี้นักวิชาการจาก Fed ออกมาอธิบายก่อนหน้าอย่างละเอียดแล้ว)บทความระบุว่าถ้าจะเกิด recessions จริงจะต้องมีปัจจัยสาเหตุอื่นๆ ประกอบ แต่ตอนนี้สิ่งที่ปฏิเสธคือเรื่องของ market assumption ที่มองว่าอนาคตข้างหน้าการโต(Growth) อาจจะจำกัดสรุปก็ติดตามกันต่อ ไม่ต้องรีบ panic ตามสื่อ เชื่อว่าปีหน้าค่อนข้างจะท้าทายแน่ยังไงก็อย่าประมาทกันครับอ้างอิงจากhttps://www.wsj.com/articles/inverted-yield-curves-arent-a-crystal-ball-1543937678https://www.bloomberg.com/opinion/articles/2018-12-05/ritholtz-s-reads-inverted-yield-curves-and-building-the-swamphttps://www.bloomberg.com/opinion/articles/2018-12-03/u-s-yield-curve-just-inverted-that-s-hugehttps://research.stlouisfed.org/publications/economic-synopses/2018/11/30/does-the-yield-curve-really-forecast-recession/https://www.cnbc.com/2018/12/04/bond-king-gundlach-says-inverted-yield-curve-means-weaker-economy.html

Continue Reading

GDP ของ 20 อันดับประเทศเศรษฐกิจเติบโตระดับโลก จากข้อมูลช่วงปี 2000 – 2017

December 3, 2018
Posted by
Spread the love

Changes in Emerging Markets, 2000 – 2017…………….รายงานจาก UBS แสดงข้อมูล GDP ของ 20…

Posted by Chaipat Nengcomma on Sunday, December 2, 2018

รายงานจาก UBS แสดงข้อมูล GDP ของ 20 อันดับประเทศเศรษฐกิจเติบโตระดับโลก จากข้อมูลช่วงปี 2000 – 2017 เศรษฐกิจจีนก้าวขึ้นมาครองอันดับหนึ่งแซงหน้าสหรัฐ แม้สหรัฐจะมี GDP โตเกือบ 2 เท่าในช่วง 17 ปีก็ตามขณะประเทศอย่างอินเดีย ก็มีขนาด GDP โตกว่า Germany, France และ UK รวมกัน ข้อมูลยังแสดงให้เห็นเศรษฐกิจประเทศ EM โตแซงหน้ากลุ่ม DM ไปมากพอควรปล. จะเห็นข้อมูลตัวเลขปี 2017 ประเทศไทย GDPติดอันดับ Top20 เช่นกันอ้างอิงจากhttps://ritholtz.com/2018/11/changes-in-emerging-markets/ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม

Continue Reading

เช็คพัสดุ ไปรษณีย์ ไทย เคอรี่ kerryexpress | โค้ดลด ส่วนลด เจดี jd | โค้ดลด ส่วนลด ลาซ้า lazada | โค้ดลด ส่วนลด ช๊อปปี้ shopee | โค้ดลด ส่วนลด เช็ค ems  | โค้ดลด ส่วนลด ส่งฟรี เก็บเงินปลายทาง
โปรโมชั่น ส่วนลด | เช็คพัสดุ หมายเลข